
ร่วมด้วย...ช่วยกัน ทุกวันนี้โลกของเรายังร้อนไม่พอ ประชาชนชาวไทยนั้นต่างเพิ่มอุณหภูมิให้แก่กัน เหมือนกับการที่เราต่างโยนไฟใส่กัน คงไม่ใช่ใครที่จะเดือดร้อนหากแต่เป็นพวกเราเอง
เราคงไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใตทุกคนคงมีเหตุและผลในการกระทำนั้น(แต่จะต้องไม่สร้างความเดือดร้อน)
การชุมนุมกันเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่การชุมนุมอย่างสันติ..จำเป็นหรือไม่?...ที่มีอาวุธ ระเบิด และยาเสพติด
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้..พันธมิตร=กบฏ ต้องยอมรับกับเหตูการณ์ที่กระทำ
สถานการณ์ไปกันใหญ่ การชุมนุมอย่างสันติที่ถูกต้องจะไม่สร้างความเดือด ชาวกรุงเดือดร้อนปิดถนนหลวงสร้างความเดือดร้อนต่างๆนาๆ
แล้วเด็กนักเรียนที่ต้องหยุดเรียนเหตุเพราะพันธมิตรมาชุมนุม กับอนาคต..ใครจะรับผิดชอบ
รัฐบาลถูกเลือกมาแบบประชาธิปไตย..กับการกระทำที่เป็นอยู่นั้น..ถูกแล้วหรือ?
ภายใต้ความขัดแย้งทางการเมืองรอบใหม่ ที่นำโดยกลุ่มพันธมิตรเพื่อ........? ได้จุดกระแสติดที่ ถ.ราชดำเนิน
แม้จะสามารถรักษาเชื้อพันธมิตรฯ ได้ยาวนานเกินกว่า 60 วันแล้วก็ตาม แต่การจุดกระแสใน ตจว.ยังจุดไม่ติด ต้องพึ่งพาเชื้อไฟจากส่วนกลางไปสมทบตลอด ในขณะที่ความพยายามของพันธมิตรฯ ใช้ยุทธศาสตร์ดาวกระจาย ก็ต้องเจอกับแรงต่อต้าน จนกลายเป็นดาวกระจุยในหลายพื้นที่ การยกระดับจากการชุมนุมคัดค้านการแก้ไข รธน. ได้ยกระดับไปเป็นการขับไล่ รบ.สมัคร แม้ได้ประกาศไปเป็นเวลานานแล้ว แต่การยกระดับดังกล่าว ไม่สามารถกลายเป็นกระแสหลักในสังคมไทย
แน่นอนว่า พันธมิตรสามารถรวบรวมกลุ่มก้อน ที่สนธิลิ้มเรียกว่าเป็น ฮาร์ดคอร์ ได้จำนวนหนึ่ง ที่หมุนเวียนสลับกันมาในหลัก 2-3 หมื่นคน ที ถ.ราชดำเนิน แต่หากสังเกตให้ดี แนวร่วมของพันธมิตรในรอบที่สองนี้ กลับไม่มีนักวิชาการขาประจำ NGOs และ เครือข่ายชาวบ้าน เหมือนดั่งการเคลื่อนไหวรอบแรก
เหตุผลเพราะ ความชอบธรรมของพันธมิตรในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ มีเพียงความเกลียดชังต่อระบอบทักษิณ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเข้าร่วมของแนวร่วมเหล่านี้ อีกทั้งประสบการณ์ 19 กย. ทำให้เกิดบทเรียนชุดใหญ่ กับแนวร่วมพันธมิตรในรอบแรก จนหลายคนเอ่ยปากว่า การร่วมเวทีพันธมิตรในภาคแรกนั้น พวกตนได้ตกเป็นเครื่องมือของแกนนำพันธมิตรบางคน เพื่อปูทางให้กับการรัฐประหาร
แม้จะไม่นิยมชมชอบรัฐบาลสมัคร แต่ครั้งนี้ พวกเขาสร้างระยะห่างจากพันธมิตรไว้ไกลโขทีเดียว แต่ก็ติดตามว่าพันธมิตรกำลังเสนออะไรที่พวกเขายากที่จะเข้าใจ หรือ ยากที่จะเห็นด้วยอีกต่อไป
ในขณะที่การต่อสู้ในสงครามแย่งชิงมวลชน ที่ต่อเนื่องยืดเยื้อ นับวัน พันธมิตรตกเป็นเป้าของคำถาม และ ความเบื่อหน่ายของผู้คน แม้แต่ในเวทีพันธมิตรด้วยกันเอง ก็ยังมีคำถามว่า "เรื่องนี้จะจบลงเมื่อไหร่ อย่างไร" ซึ่งเป็นเหตุผลว่า เหตุใด แกนนำจึงต้องประกาศ การทำสงครามครั้งสุดท้าย นับครั้งไม่ถ้วน เพื่อเรียกขวัญกำลังใจของมวลชนที่อ่อนล้าลงทุกวัน
ตัวชี้วัดว่า พันธมิตร กำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบากคือ ขนาดของมวลชน ที่ไม่สามารถยกระดับในเชิงปริมาณได้ จนต้องมีคำสั่งลงไปยังพื้นที่ภาคใต้ ให้นำพามวลชนหลายสิบคันรถ เพื่อมาเติมเข้าไปในม๊อบ เพื่อมิให้ดูไร้ปริมาณ และเมื่อรู้ตัวว่า ปริมาณไม่สามารถขยายตัว แต่นับวันมีแต่ทรงกับหดตัว พวกเขาจึงต้องเดินเกม บีบให้ทหารออกมาเคลื่อนไหวให้เร็วที่สุด การตะโกนเรียกร้องบทบาททหารครั้งแล้วครั้งเล่าไม่เคยหยุดเงียบไปจากเวทีของการชุมนุม
นอกจากนั้น ชัยชนะของนักเรียนและครู รร.ราชวินิต ได้กลายเป็นรูปธรรมแรก ที่สามัญชนมีปฏิกริยาต่อขบวนการพันธมิตร จนพันธมิตรต้องพ่ายแพ้กลับไปอย่างไม่เป็นท่า และ ยังเป็นแนวทางให้กับกลุ่มข้าราชการกระทรวงศึกษาที่ยื่นคำร้องเช่นเดียวกัน ซึ่งอยู่ระหว่างการตัดสินของศาลแพ่ง
เหตุการณ์สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่เมาสุรา แล้วขับรถไปชนแนวเขตของพันธมิตร ก็อาจนับเป็นอีกรูปธรรมหนึ่ง ที่แม้แต่ปัจเจกบุคคล ก็อดกลั้นต่อกลุ่มพันธมิตร ซึ่งสอดคล้องกับการรับรู้สถานการณ์ของแกนนำ จนต้องมีการสร้างระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด จนสร้างเป็นกำแพงสูงพิเศษ เพื่อปิดล้อมตนเองจากปฏิกริยาของสังคม
และหากเราเดินไปตามท้องถนน ปัญหาข้าวยากหมากแพง และกระแสเบื่อพันธมิตร มีขนาดที่ใกล้เคียงกันแล้ว เสียงบ่นที่ว่า เมื่อไหร่ ม็อบจะเลิกสักที กำลังกลายเป็นวาทะกรรม กรอกหูผู้คนดังเข้าไปในเวทีผู้ชุมนุม
พวกเขาคงได้ยินชัดเจนอยู่ไม่น้อย แต่พยายามที่จะปฏิเสธกระแส "เบื่อม๊อบ" "เบื่อพันธมิตร" อยู่ตลอดเวลา เป็นที่น่าจับตาว่า หากกระแสเบื่อพันธมิตรขึ้นถึงจุดสูงสุด ปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นมันคืออะไร ที่นอกจากการบ่นดัง ๆ ตามร้านกาแฟ การขับรถชนแผงกั้นรั้วพันธมิตร แล้ว
พันธมิตร จะสู้กับกระแสสังคม ที่ไม่ใช่รัฐบาลสมัครได้อย่างไร
http://thaienews.blogspot.com/2008/08/blog-post_10.html
เพิ่มเติมได้













